ข้าวไทยกับสรรพคุณที่มากมายจนนับไม่ถ้วน

กินข้าวกันอยู่ทุกวันเรามารู้จักความมหัศจรรย์ของข้าวไทยกันบ้างดีกว่า
       ข้าว เป็นอาหารจานหลักที่คนไทยเรากินกันมานานตั้งแต่อดีตกาล คุ้นลิ้นและคุ้นเคยจนบางทีก็เผลอลืมเลือนสรรพคุณของข้าวกันไปบ้าง แต่วันนี้เราจะมาทบทวนสรรพคุณของข้าวไทยอย่างลึกซึ้งมากขึ้นค่ะ แล้วคุณจะรู้สึกโชคดีเพราะข้อความในนิตยสาร Happy+ บอกว่า ข้าวมีสรรพคุณที่แสนจะวิเศษกับสุขภาพของเรามากมายนับไม่ถ้วนจริง ๆ
       คนไทยนั้นเชื่อว่าข้าวเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ มีเทพีประจำต้นข้าวดอยพิทักษ์รักษาข้าว เรียกกันว่า แม่โพสพ ที่เราต้องเคารพบูชาตั้งแต่ปลูกต้นข้าวเลยทีเดียว ข้าวอยู่ทั้งในพิธีแต่งงานและขบวนขันหมาก เช่น ข้าวตอกในพานชันหมากเพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมความมั่งคั่ง เจริญรุ่งเรืองแก่คู่บ่าวสาว ดั่งพืชพันธุ์ธัญญาหารที่เจริญงอกงาม
       ข้าว เป็นทั้งอาหารคาว หวาน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ทั้งยังเป็นยารักษาโรค เป็นเครื่องประทินผิว ประโยชน์นานัปการของข้าวนั้นคนโบราณรู้ดี จึงทำให้ในอดีตคนจะถือเรื่องข้าวอย่างมาก ไม่กินเหลือ ไม่ทิ้งข้าว ถ้าเหลือทิ้งจะเป็นบาป
       ในงานวิจัยต่าง ๆ ก็บอกไว้ว่าข้าวนั้นมีวิตามิน ทั้งวิตามินบี 1 จากข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ไม่ขัดสี ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา, วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ซึ่งมีอาการเป็นแผลที่มุมปาก ริมฝีปากบวม ร่างกายอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตาสู้แสงไม่ได้, ฟอสฟอรัส ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน, แคลเซียม ช่วยลดอาการเป็นตะคริว และเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางและช่วยในการสร้างเม็ดเลือด
 
ที่สำคัญเราสามารถใช้ประโยชน์จากข้าวได้แทบทุกส่วน
-          รวงข้าว สามารถใช้รวงข้าวที่กำลังออกเป็นน้ำนม คั้นเอาแต่น้ำนำมากวนใส่น้ำตาลเล็กน้อย ใช้เป็นยาบำรุงกำลังให้กับคนไข้ที่มีอาการหนัก
-          ข้าวเปลือกใหม่  ที่มีละอองสีขาวปน สามารถนำมาต้มน้ำดื่มแก้กษัย
-          ข้าวเม่า หรือเมล็ดข้าวที่ยังไม่แก่จัดนำมาคั่วและตำให้แบน มีสรรพคุณบำรุงกำลังเจริญธาตุ
-          ข้าวตอก หรือข้าวเปลือกที่ผ่านการคั่วจนเมล็ดพองและเปลือกหลุดออกมา ใช้รับประทานบำรุงกำลังเจริญธาตุ
-          ข้าวใหม่ หรือข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวและสีออกใหม่ ๆ นำมาหุงรับประทานช่วยบำรุงกำลัง
-          ข้าวสาร ใช้แก้พิษร้อนในกระหายน้ำและสามารถใช้ตำผสมกับสุรา ทาแก้ลมพิษผื่นคัน
-          ข้าวกล้อง มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวและจมูกข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถใช้บำรุงกำลัง ป้องกันโรคเหน็บชา
-          น้ำซาวข้าว หรือน้ำล้างข้าวครั้งที่ 2 ก่อนนำไปหุงมีวิตามินบีและแร่ธาตุสูง มีรสเย็น ใช้ถอนพิษสำแดง แก้พิษร้อนใน ดับพิษอักเสบ ฟกช้ำบวม ใช้ทำน้ำกระสายยา คนไทยโบราณมักใช้น้ำชาวข้าวสระผมเพราะช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มลื่น ไม่เป็นรังแคและมีกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นน้ำล้างผัก ช่วยสดพิษสารฆ่าแมลงที่ตกค้าง
-          ชังข้าว หรือต้นข้าวที่ผ่านการเก็บเกี่ยวเอาเมล็ดข้าวไปแล้ว สามารถนำมาใช้เป็นยาขับระดู
-          รากข้าว ใช้รากของต้นข้าว ขณะที่ต้นสูงประมาณ 10 นิ้ว สามารถนำมาประประกอบเป็นยาแก้ซางตานขโมยในเด็กได้
-          รำข้าว มีแร่ธาตุ กรดไขมัน และวิตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะวิตามินอี และมีสารต้านอนุมูลอิสระแกมมาออไรซานอล (Gamma Oryzanol) ในปริมาณสูง ช่วยต้านการอักเสบของผิวหนัง ทำให้ผิวขาวขึ้น เอนไซม์ที่ได้จากรำข้าวสามารถยับยั้งการสร้างเมลานินและการเกิดเม็ดสีจาก รังสี UV ช่วยลดริ้วรอยสามารถยับยั้งการเกิด Lipid Peroxidation และทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน อีกทั้งยังพบด้วยว่า สารสกัดจากรำข้าว (Rice Bran) ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น
-          น้ำมันจากจมูกข้าว (Rice Germ) ช่วยเคลือบผิวไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น ช่วยปกป้องผิวจากการระคายเคือง
               
       ในปัจจุบันกลุ่มคนรักสุขภาพได้ให้ความสนใจการบริโภคน้ำมันรำข้าวและน้ำข้าวกล้องงอกกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งน้ำมันรำข้าวนั้นถือได้ว่าเป็นน้ำมันพืชที่ควรนำมาใช้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีปริมาณกรดไขมันสอดคล้องกับข้อเสนอแนะขององค์การอนามัยโลก ที่แนะนำให้บริโภคน้ำมันที่มีองค์ประกอบของกรดไขมันอิ่มตัว : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ในสัดส่วน 1 : 1.5 : 1 ซึ่งในน้ำมันรำข้าวมีสัดส่วนของไขมันทั้งสามชนิดอยู่ในสัดส่วน 0.5 : 1.2 : 1
       ในขณะที่น้ำมันมะกอกมีสัดส่วนของไขมันดังกล่าวอยู่ที่ 1.55 : 8.55 : 1 และน้ำมันถั่วเหลืองรวมถึงน้ำมันปาล์มที่คนไทยนิยมบริโภคมีสัดส่วนของไขมันทั้งสามชนิดอยู่ที่ 1 : 1.5 : 3.75 และ 5 : 3.9 : 1 ตามลำดับ
       นอกจากน้ำมันรำข้าวจะมีสัดส่วนของกรดไขมันทั้งสามชนิดที่ใกล้เคียงกับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า แกมมาออไรซานอล (Gamma Oryzanol) ที่ไม่สามารถพบได้ในน้ำมันชนิดอื่น และมีประโยชน์หลากหลาย ทั้งในแง่ของคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าวิตามิน E ถึง 6 เท่า
       ในต่างประเทศมีการนำเอาสารออไรซานอลมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง เพราะนอกจากคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังช่วยลดระดับไขมันตัวไม่ดีและยังมีคุณสมบัติปกป้องผิวจากแสงแดด เนื่องจากมี SPF อยู่ที่ประมาณ 50
       นอกจากนี้น้ำมันรำข้าวยังมีสารในกลุ่มวิตามิน E ได้แก่ โทโคฟีรอลและโทโคไทรอีนอล ดังนั้นจึงมีผู้แนะนำให้บริโภคน้ำมันรำข้าวเพื่อบำรุงร่างกายและชะลอความชรานั่นเอง
       ในส่วนของข้าวกล้องงอก นักวิจัยไทยได้ค้นพบว่า ในข้าวกล้องงอกมีปริมาณ GABA ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ผลิตจากกระบวนการ Decarboxylation ของกรดกลูตามิก กรดชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ในระบบประสาท
 
       ทั้งนี้ทางการแพทย์ได้มีการพัฒนายาให้มีโครงสร้างคล้ายกับ GABA เพื่อให้สามารถไปจับกับ GABA Receptor และออกฤทธิ์เสริมกับ GABA ธรรมชาติที่มีอยู่ในระบบประสาท ทำให้เกิดผลต่าง ๆ ต่อร่างกายเช่น ลดความวิตกกังวล คลายกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการนำมาใช้ในการป้องกันอาการชักได้อีกด้วย
       โดยปกติแล้วข้าวกล้องที่ทำให้เกิดการงอกได้ต้องเป็นข้าวกล้องที่กระเทาะเปลือกมาไม่เกิน 2 สัปดาห์ แล้วนำไปแช่น้ำ หลังจากแช่น้ำแล้วจะสามารถนำมาหุงต้มรับประทานได้ทันที และไฮไลต์ตรงส่วนของข้าวที่มี GABA สูงสุดจะเป็นส่วนของจมูกข้าว (Rice Germ) ดังนั้นการขัดสีข้าวเพื่อนำมาทำข้าวกล้องงอกจะต้องเหลือส่วนของจมูกข้าวไว้ เมื่อนำมาผ่านการแช่น้ำ ส่วนของจมูกข้าวก็จะมีการผลิต GABA เพิ่มขึ้นนั่นเอง
 

อ้างอิงข้อมูล : https://health.kapook.com/view120440.html